Make your own free website on Tripod.com
ความเชื่อในพระเจ้า (Faith in God)
สารบัญหลัก (Content)
 

 

เทศนาโดย อ.สุเมธ วันอาทิตย์ที่ 18 ธันวาคม 2005

 
 
 
 

เมื่อเราเป็นเด็กพ่อแม่บอกอย่างไร เราก็เชื่ออย่างนั้น เป็นคนละอย่างกันกับความเชื่อในพระเจ้า นีเชาคนป่า เชื่อว่าเดินไปทางนี้จะมีน้ำกิน เป็นความเชื่อคนอย่างกับความเชื่อในพระเจ้า

ในภาษาอังกฤษตามพระคัมภีร์มีสองคำคือ Faith และ Believe คำว่า Faith หมายถึง ความเชื่อในพระเจ้า ในเรื่องต่างๆของพระเจ้า , Believe หมายถึง เชื่อทั่วๆไป คำว่า ผู้เชื่อ ในภาษาอังกฤษจะใช้คำว่า believer คำว่า Faith บางคนก็แปลว่า ศรัทธา ในภาษาไทยน่าจะหมายถึง เชื่อถื่อในตัวบุคคล ถ้าเชื่อในพระเจ้า เชื่อในการอัศจรรย์ของพระเจ้า เชื่อในการหายโรค เราจะตกลงกันว่าจะใช้คำว่า ความเชื่อ

ความเชื่อคืออะไร (What is Faith ?)

ในพระคัมภีร์ ฮบ 11:1 เขียนว่า ความเชื่อ คือ ความแน่ใจในสิ่งที่เราหวังไว้ เป็นความรู้สึกมั่นใจว่า สิ่งที่ยังไม่ได้เห็นนั้นมีจริง ( Now faith is the substance of things hoped for, the evidence of things not seen. ) หรือแปลได้อีกนัยหนึ่งว่า "ความเชื่อคือสรรพสิ่งที่เราหวังว่ามีตัวตนจริง ทั้งๆที่สิ่งนั้นยังไม่มีตัวตน" ถ้าเราเดินไปบนถนน แล้วพบเหรียญบาทหนึ่งเหรียญ อย่างนี้เราไม่เรียกว่าความเชื่อ เราเรียกว่า พบหรือได้รับโดยบังเอิญ

ในพระเจ้า "ต้องเชื่อก่อนแล้วจึงได้รับ"

มก 11:23-25 เราบอกความจริงแก่ท่านว่า ถ้าผู้ใดๆ จะสั่งภูเขานี้ว่า 'จงลอยไปในทะเล' และมิได้สงสัยในใจ แต่เชื่อว่าจะเป็นไปตามที่สั่งนั้น ก็จะเป็นตามนั้นจริง ๒๔. เหตุฉะนั้น เราบอกท่านทั้งหลายว่า ขณะเมื่อท่านจะอธิษฐานพระเจ้าขอสิ่งใด จงเชื่อว่าได้รับ และท่านจะได้รับสิ่งนั้น ๒๕. เมื่อท่านยืนอธิษฐานอยู่ ถ้าท่านมีเหตุกับผู้หนึ่งผู้ใดจงยกโทษให้ผู้นั้นเสีย เพื่อพระบิดาของท่านผู้ทรงสถิตในสวรรค์ จะโปรดยกความผิดของท่านด้วย (Mark 11:23 For verily I say unto you, That whosoever shall say unto this mountain, Be thou removed, and be thou cast into the sea; and shall not doubt in his heart, but shall believe that those things which he saith shall come to pass; he shall have whatsoever he saith. 11:24 Therefore I say unto you, What things soever ye desire, when ye pray, believe that ye receive them, and ye shall have them. 11:25 And when ye stand praying, forgive, if ye have ought against any: that your Father also which is in heaven may forgive you your trespasses. ) พระคำสามข้อนี้ท่านต้องภาวนาให้จำให้ได้ ข้อ 23 กับ 24 เหมือนกับพูดซ้ำหรือย้ำให้ เชื่อ ส่วนข้อที่ 25 เหมือนกับบอกเงื่อนไขให้ท่าน

เชื่อด้วยมันสมอง กับ เชื่อด้วยใจ นั้นต่างกัน (ใจ หมายถึง วิญญาณ)

ความเชื่อแบบโทมัส (Thomas' Faith)

ยน 20:24-29 ตอนท้ายข้อ 29 เขียนว่า "พระเยซูตรัสกับเขาว่า เพราะท่านได้เห็นเรา ท่านจึงเชื่อหรือ ผู้ที่ไม่เห็นเรา แต่เชื่อก็เป็นสุข" (John 20:29 Jesus saith unto him, Thomas, because thou hast seen me, thou hast believed: blessed are they that have not seen, and yet have believed. )

ที่จริงก็ไม่มีอะไร แต่จะไม่กล่าวเลยก็ไม่ได้ เพราะว่า คริสเตียนส่วนใหญ่ชอบตำหนิโทมัส และหนังสือทั้งไทยและเทศ ก็พูดว่าความเชื่อแบบโทมัสไม่ดี หรือ โมทัสกลายเป็นคนไม่ดี

โทมัส เหมือน ศิษยาภิบาลคนหนึ่งที่พูดว่า "ถ้าคุณจะซื้อที่ดินและสร้างโบสถ์ให้ คุณก็เอามาใส่มือให้ผมเห็นก่อน แล้วผมจะเชื่อ" คนที่มาบนพระเจ้าอาจพูดแย้งว่า "อ้าว อย่างงี ก็ไม่มีความเชื่อซิ" ศบ.คนนั้นอาจพูดว่า "ทุกปีแหละ ก็มีคนพูดติดสินพระเจ้าอย่างคุณนี่แหละ แต่ไม่เห็นทำได้ หรือ ไม่ได้ทำ ก่อนหน้านี้มีเงิน ก็ไม่เห็นคิดทำ พอตกอับ ก็มาพูดถวาย บางคนตอนนี้ไม่มี ก็พูดถวายโน่นถวายนี่ พอตอนมีแล้ว ไม่เห็นถวายอย่างที่คุย"

คำพูดที่พระเยซูทรงตรัสกับโมทัส ก็ไม่ได้ว่า โทมัสเป็นคนไม่ดี เป็นสาวกที่ใช้ไม่ได้ เราคริสเตียนทั้งหลายในปัจจุบัน ไม่ได้เห็นพระเยซู แต่เชื่อก็เป็นสุข ดีกว่าพูดมุสาหลอกคริสเตียนด้วยกันว่า เห็นนิมิต เห็นพระเยซูยืนอยู่ในโบสถ์

เชื่อด้วยใจ (Spiritial Faith)

1 คร 2:14 แต่มนุษย์ธรรมดาจะรับสิ่งเหล่านั้น ซึ่งเป็นของพระวิญญาณแห่งพระเจ้าไม่ได้ เพราะเขาเห็นว่าเป็นสิ่งโง่เขลา และเขาไม่สามารถเข้าใจได้ เพราะว่าจะเข้าใจสิ่งเหล่านั้นได้ ก็ต้องสังเกตด้วยวิญญาณ (Corinthians 2:14 But the natural man receiveth not the things of the Spirit of God: for they are foolishness unto him: neither can he know them, because they are spiritually discerned. ) ความเชื่อในพระเจ้า ที่เรากำลังพูดถึง เป็นความเชื่อที่ลึกถึงในวิญญาณ

ความเชื่อกับความหวัง (Faith and Hope)

1 คร 13:13 ดังนั้น ยังตั้งอยู่สามสิ่ง คือ ความเชื่อ ความหวังใจ และความรัก แต่ความรักใหญ่ที่สุด (Corinthians 13:13 And now abideth faith, hope, charity, these three; but the greatest of these is charity. )

เป็นคนละความหมาย แต่เกี่ยวข้องกันบ้าง ผู้รับใช้ต่างประเทศพูดว่า ความเชื่อเป็นเรื่องปัจจุบัน (Faith is now) ความหวังเป็นเรื่องอนาคต (Hope is future) เราจะพูดได้ไหมว่า ความเชื่อเป็นเรื่องระยะใกล้ ความหวังเป็นเรื่องระยะไกล ข้าพเจ้าว่า ตามความหมายแบบภาษาไทย ยังไม่ชัดเจน

พูดใหม่อย่างนี้ดีกว่า "มีความเชื่อในปัจจุบัน เพื่อเกิดผลในอนาคต ตามที่หวังไว้" ถ้าเราเดินบนถนน แล้วพบเหรียญบาท เราพูดว่า เราได้รับโดยบังเอิญ ไม่หวังไว้ และไม่ได้เชื่อว่าจะพบเหรียญ แต่เราพูดใหม่ว่า ถ้าผมเดินออกจากบ้านไปบนถนน ผมเชื่อว่า จะพบเหรียญบาท และก็มีความหวังใจว่าจะได้พบ ถ้าไม่พบ ความเชื่อก็ไม่สัมฤทธิ์ผล แต่ถ้าพบ ก็เป็นไปตามความเชื่อ และความหวังนั้น

เราพูดว่า เราหวังแต่ไม่เชื่อ ก็ไม่ได้ เชื่อแล้วจึงเกิดความหวัง

เรามีความเชื่อได้อย่างไร หรือ เราได้รับความเชื่อได้อย่างไร หรือ ทำอย่างไรเราจึงจะมีความเชื่อ (How do we get faith ?)

เราเกิดความเชื่อได้ 2 ทางใหญ่ คือ เกิดขึ้นในตัวเราเอง กับ เกิดโดยผู้อื่นให้ กรณีหลังนี้หมายถึงพระเจ้าทรงประทานให้ หรือ เพิ่มเติมให้

รม 10:17 ฉะนั้นความเชื่อเกิดขึ้นได้ ก็เพราะการได้ยิน และการได้ยินเกิดขึ้นได้ ก็เพราะการประกาศพระคริสต์ (Romans 10:17 So then faith cometh by hearing, and hearing by the word of God. ) แปลได้อีกอย่างว่า "ความเชื่อเกิดขึ้นได้ด้วยการได้ยิน ละก็ได้ยินพระวจนะของพระเจ้า " ไม่ใช่ได้ยินเรื่องการเมือง เชื่อเรื่องพระเจ้า คนป่าไม่เกิดความเชื่อ เพราะไม่เคยได้ยินเรื่องพระเจ้า คนที่อ่านพระคัมภีร์ แล้วเชื่อ เพราะเขาได้ยินตัวเขาเองในใจอ่านพระคำของพระเจ้า นี่คือเกิดขึ้นในตัวเราเอง แม้ว่าพระเจ้าอาจจะทรงเร้าใจให้บางคนเชื่อ ก็เกิดขึ้นในตัวท่านเอง แต่การทรงประทานนั้น หมายถึง ให้ความเชื่อเพิ่มขึ้นเลย อาจเป็นเพราะทูลขอ หรือ พระเจ้าโปรดปราน

ความเชื่อแบ่งออกเป็น 4 ประเภทใหญ่ๆ (4 Catagories of Faith)

  1. ความเชื่อทั่วไป (General Faith)
  2. ความเชื่อในเรื่องความรอด (Saving Faith)
  3. ผลของความเชื่อ (The Fruit of Faith)
  4. ของประทานมีความเชื่อ (The Gift of Faith)

ความเชื่อทั่วไป (General Faith)

รม 12:3 ข้าพเจ้าขอกล่าวแก่ท่านทั้งหลายทุกคนโดยพระคุณ ซึ่งทรงประทานแก่ข้าพเจ้าแล้วว่า อย่าคิดถือตัวเกินที่ตนควรจะคิดนั้น แต่จงคิดให้ถ่อมสุขุมสมกับขนาดความเชื่อ ที่พระเจ้าได้ทรงโปรดประทานแก่ท่าน (Romans 12:3 For I say, through the grace given unto me, to every man that is among you, not to think of himself more highly than he ought to think; but to think soberly, according as God hath dealt to every man the measure of faith. ) เป็นความเชื่อทั่วๆไปที่เราแต่ละท่านอาจจะมี และอาจตามขนาดที่พระเจ้าทรงกำหนดไว้แล้ว ตาม มก 11:24 เชื่อว่าจะได้รับ ก็เป็นความเชื่อทั่วไป คริสเตียนจะพึงมี

ความเชื่อในเรื่องความรอด (Saving Faith)

เราให้ความสำคัญเชื่อเรื่องความรอดไว้ในอันดับต้นๆ เป็นเรื่องแปลกที่บางคน เชื่อว่าพระเยซูไถ่ให้กับตน แต่เรื่องอื่นๆไม่เชื่อเลย เช่น ไม่เชื่อเรื่องวิญญาณ ไม่เชื่อเรื่องการหายโรค ไม่เชื่อเรื่องการอัศจรรย์ อาจเป็นเพราะว่าคนเช่นนี้ เห็นแก่ได้ คือเรื่องขึ้นสวรรค์ เอา แต่เรื่องอื่นๆฉันไม่เล่นด้วย

คริสเตียนในโบสถ์แต่ละแห่ง รับรองว่า เกินครึ่ง ถ้าให้ไปอยู่ในสมัยเดียวกับเปโตร ก็คงไม่เชื่อว่า พระเยซูถูกตรึงบนไม้กางเขน เพื่อไถ่บาปให้กับคนทั้งปวง

รม 10:9-10 คือว่าถ้าท่านจะรับด้วยปากของท่านว่า พระเยซูทรงเป็นองค์พระผู้เป็นเจ้า และเชื่อในจิตใจว่า พระเจ้าได้ทรงชุบพระองค์ให้เป็นขึ้นมาจากความตาย ท่านจะรอด ๑๐. ด้วยว่า ความเชื่อด้วยใจก็นำไปสู่ความชอบธรรม และการยอมรับสัจจะของพระเจ้าด้วยปากก็นำไปสู่ความรอด (Romans 10:9 That if thou shalt confess with thy mouth the Lord Jesus, and shalt believe in thine heart that God hath raised him from the dead, thou shalt be saved. 10:10 For with the heart man believeth unto righteousness; and with the mouth confession is made unto salvation. )

พระคำ 2 ข้อ มีความสำคัญ ใช้ในการรับเชื่อคริสเตียนใหม่

ผลของความเชื่อ (The Fruit of Faith)

กท 5:22-23 ฝ่ายผลของพระวิญญาณนั้น คือ ความรัก ความปลาบปลื้มใจ สันติสุข ความอดกลั้นใจ ความปรานี ความดี ความสัตย์ซื่อ ๒๓. ความสุภาพอ่อนน้อม การรู้จักบังคับตน เรื่องอย่างนี้ไม่มีธรรมบัญญัติห้ามไว้เลย ( Galatians 5:22 But the fruit of the Spirit is love, joy, peace, longsuffering, gentleness, goodness, faith, 5:23 Meekness, temperance: against such there is no law. )

ผลของพระวิญญาณ หรือ ผลของความเชื่อ มี 9 อย่าง เมื่อเชื่อในพระเจ้า และดำเนินชีวิตตามที่พระเจ้าได้สอนไว้ ในลึกๆของเขา จะเกิด 9 อย่าง ในแต่ละอย่างนั้น ยังอาจจะแบ่งออกเป็นคำได้อีกหลายๆคน ตัวอย่างเช่น ความรัก หมายรวมถึง ความรัก ความเมตตา เป็นต้น

คนที่เข้ามาอยู่ในพระเจ้า จะมีความถ่อมสุภาพมากขึ้น มีการบังคับตนมากขึ้น เช่น เมื่อก่อนพูดหยาบคาย โผงผาง ปัจจุบันก็สงบลง จะพูดจะจาอะไร ก็ระมัดระวัง ไม่ให้คำพูดของตน ทำให้ผู้อื่นเสียความรู้สึก ผู้ที่เคยเป็นตัวตลก อาจจะตลกไม่ค่อยออก

ของประทานมีความเชื่อ (The Gift of Faith)

คริสเตียนจำนวนมาก ในคริสตจักรหลายๆแห่ง รวมทั้งโรงเรียนศาสนศาสตร์บางแห่ง ไม่รู้จัก ของประทานมีความเชื่อ ไม่ใช่ดูหมิ่น แต่เป็นเรื่องจริง ไม่ใช่ดูหมิ่น แต่เป็นเพราะความเชื่อที่แตกต่าง การตีความที่ไม่ตรงกัน พื้นฐานเรื่องพระเจ้าที่ต่างกัน

1 คร 12:9 และให้อีกคนหนึ่งมีความเชื่อ แต่เป็นพระวิญญาณองค์เดียวกัน (Corinthians 12:9 To another faith by the same Spirit; )

ของประทานมีความเชื่อ ไม่ได้เกิดขึ้นเองในตัวเรา แต่เป็นสิ่งที่พระเจ้าทรงประทานให้ อาจเป็นเพราะพระเจ้าโปรดปรานท่าน อาจเป็นเพราะพระเจ้าเมตตาท่าน หรือ อาจเป็นเพราะท่านอธิษฐานทูลขอ หรืออาจเป็นเพราะท่านเฝ้าวิงวอนอ้อนวอน

ของประทานมีความเชื่อ เป็นของประทานฝ่ายพระวิญญาณ ต้องกล่าวให้ชัดเจน เพราะของประทาน ที่พระเจ้าประทานให้มนุษย์มีจำนวนมาก อาจเป็น 100 เช่น ทรงประทานศิษยาภิบาล , ทรงประทานความสามารถให้ลูกเรียนเก่ง เราเรียกเป็นของประทานหมด แต่ของประทานฝ่ายพระวิญญาณมี 9 อย่างเท่านั้น (ดู 1 คร. บทที่ 12)

ของประทานมีความเชื่อ มีไว้เพื่ออะไร มีไว้เพื่อ 6 ประการ คือ

  1. เพื่อให้เกิดพระพรอย่างเหนือธรรมชาติ (อย่างอัศจรรย์)
  2. เพื่อการปกป้อง (อย่างดาเนียลในกรงสิงห์) ดนล 6:16,17,19-23
  3. เพื่อการยังชีพอย่างอัศจรรย์ (1 พกษ17:2-6)
  4. เพื่อวางมือให้คนฟื้นชึ้นจากความตาย (ตัวอย่างเช่น เอลีชาห์วางมือให้คนตายฟื้น) เรื่องนี้ ต้องใช้ของประทานฝ่ายพระวิญญาณ อย่างน้อย 3 อย่างขึ้น คือ ของประทานในการวางมือหายโรค , ของประทานในการทำการอัศจรรย์ และ ของประทานมีความเชื่อ
  5. เพื่อขับวิญญาณชั่วออก
  6. เพื่อปรนนิบัติพระวิญญาณบริสุทธิ์ (ในการนี้ส่วนใหญ่ หมายถึง การวางมือบัพติศมาในพระวิญญาณบริสุทธิ์)

โปรดทราบว่า ในแต่ละคริสตจักร พระเจ้าจะทรงประทานของประทานฝ่ายพระวิญญาณให้ครบทั้ง 9 อย่าง แต่ในขณะใดขณะหนึ่ง หรือในแต่ยุค บรรดาคริสเตียน ไม่สามารถรับของประทานนั้น หรือ ไม่ใส่ใจ สนใจ หรือ ไม่เชื่อ หรือ มี ได้รับแล้ว แต่ไม่ยอมสำแดงของประทานที่พระเจ้าทรงประทานให้